กูเกิ้ลกับความสำเร็จที่เปลี่ยนโลก

แก้ไขล่าสุด: 29.04.2016 : 05:26  โดย: nongnooch

Google จุดเริ่มต้นและภาพรวมของความสำเร็จ

บทความโดย: รองศาสตราจารย์ ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทความนี้ต่อจากตอนทีแล้วเรื่อง จุดกำเนิดของ กูเกิ้ล (The Birth of Google) ที่เขียนไว้นานแล้ว และ ก็บอกไว้ว่าจะเขียนตอนต่อมานานนนนนนนนมากจนจำไม่ได้ซะแล้ว ในตอนที่แล้วเราเห็นจุดกำเนิดของ Google ทีเริ่มจากเด็กช่างคิด 2 คน จนกลายเป็นโครงการที่เปลี่ยนโลก information ไปทั้งใบ
บทความนี้จะมาต่อจากตอนที่แล้วตรงที่ว่า เมื่อ Google เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง แล้วโปรเจ็คเล็กๆนี้ออกจากมหาวิทยาลัยกลายมาเป็นบริษัท Google Inc. บริษัทที่มีศักยภาพของคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดในโลก ประกอบกันขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์ PC ราคาถูกกว่า 200,000 เครื่อง เป็นบริษัทที่ทุกๆวันมีคนนับร้อยล้านคนจากทั่วโลกเข้าไปค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ของพวกเค้า เป็นบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของหุ้นเทคโนโลยีของโลก (วันที่ 19 สิงหาคม 2004 Google เข้าตลาดหุ้นเป็นครั้งแรกด้วยราคา 85 เหรียญต่อหุ้น สูงมาก ทำให้บริษัทเค้าสามารถระดมทุนได้สูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดในการเข้าตลาดของบริษัทเทคโนโลยีใดๆในประวัติการณ์) เป็นหนึ่งในบริษัทเพียงไม่กี่รายในโลก ที่สามารถเข้ามาท้าทายแย่งเค้กจากยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ได้ (ในช่วง 7 ปีตั้งแต่ 1998 จนถึง 2005 มูลค่าหุ้นของ Microsoft แทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่ช่วงเวลาเดียวกันนี้ มูลค่าหุ้นของ Google จากไม่มีมูลค่าขึ้นมาอยู่ที่ 8,000 ล้านเหรียญ) แล้ว Google เริ่มโปรเจ็คอื่นที่ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ Search เช่น Intergalaxy internet หรือ DNA search แล้วต่อจากตรงนี้ไป Google จะทำอะไรต่อไป

สองหนุ่มในตำนาน

เราคงจะไม่พูดถึงความสำเร็จของ Google ในแง่ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลกแล้ว เพราะตรงนี้ทุกคนรู้ แต่ในบทความนี้เราพูดถึงผลกระทบที่เกิดจาก Google ต่อสังคม ต่อวัฒนธรรม ต่อเศรษฐกิจของเรากันดีกว่า แต่ถ้าใครยังมองว่า Google มีผลอย่างไรกับวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และ การดำเนินชีวิตของเรา เดี๋ยวผมจะชี้ให้ดูซัก 2-3 ข้อในบทความนี้ เรายกประเด็นที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่ Google สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณาไว้ในหน้าหลังๆนะครับ ตอนนี้ดูตรงที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปก่อน
นี่เป็นตัวอย่าง ผลของความต้องการของทั้งโลกในช่วงปี 2007 ที่ผ่านมาเอามาจากหน้า press release ของ google เอง http://www.google.com/intl/en/press/zeitgeist2007/ จะเห็นได้ว่า เค้ามีสถิติคำค้นและรู้ว่าโลกทั้งโลกไปทางไหนในเดือนนี้ เดือนนั้น เห็นว่าช่วงไหนคนกำลังฮิต iPhone หรือ radiohead กำลังมาแรงช่วงไหน  และนี่ก็เป็นตาราง คำค้น ที่ ฮิตเร็ว และ ซาเร็ว ที่สุด

ไม่ใช่แค่ทั้งโลกนะครับ เค้ารู้ด้วยคำค้นที่ส่งเข้ามามาจาก IP อะไร IP นี้อยู่ส่วนไหนของโลก นั่นแปลว่าเค้าอาจจะรู้ไปถึงว่าประเทศไหนต้องการอะไร ผมยกตัวอย่างเล่นๆให้คิดเพลินๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ที่รู้ว่าคนอยากอ่านเรื่องอะไร ทำไมคุณจะออกหนังสือพิมพ์ที่ตรงใจคนอ่านเปะในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ หรือ อาจจะสร้างเว็บไซท์ข่าวที่เป็นที่สนใจของคน เอ๋ ตรงนี้คุ้นๆนะ ใครไม่คุ้นเฉลยก็ได้ Google News นั่นเองครับแล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ ความต้องการของคนที่คนหาชื่อยา ใครบ้างที่ค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว หรือ ข้อมูลที่ชี้ไปยังผู้ก่อการร้าย หรืออีกหลายๆอย่าง เหมือนกับคุณมีข้อมูลเก็บไว้ใน server ว่าคนทั้งโลกอยากรู้อะไร แล้วคุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน แล้วถ้าเป็นคุณที่คุณกำข้อมูลความต้องการข้อคนทั้งโลกไว้ในมือ คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับมัน !
ผมเป็นแฟนตัวยงของ Google เลยทีเดียว (เอาไว้ว่างๆไม่มีอะไรทำ จะไปของานเค้าทำดู - แหะๆ พูดเหมือนไปเป็นพนักงานเสริฟร้านอาหารไทยยังไงไม่รู้) เพราะนอกจากเค้าจะเป็นบริษัทที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่โตมาจากนวัตกรรมสุดยอดแห่งยุค (บางคนบอกว่าโลกเข้าเปลี่ยนจาก ยุคหิน เป็นยุคเหล็ก ยุคอุตสาหกรรม ยุคข้อมูล และปัจจุบันเป็นยุคกูเกิ้ล แหม! ขนาดนั้นเลยทีเดียว) ผลอีกส่วนหนึ่งมาจากความเป็นยุคใหม่ในแนวคิดของเค้า กับสโลแกนบริษัทว่า Don't Be Evil เราจะไม่เป็นปีศาจ ทุกอย่างที่จะไปถึงผู้ใช้จะต้องดีมาก และ ฟรี เค้าไม่คิดจะรวยกับการเก็บตังค์จากผู้ใช้ Search Engine (แต่แน่นอนเค้ามีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการโฆษณา) บริน และ เพจ 2 ผู้ก่อตั้งบริหารบริษัทเหมือนกับเป็นหอพักนักศึกษา ในมหาวิทยาลัย Googleplex ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเต็มไปด้วยของเล่น เครื่องดื่ม ตู้เกม โต๊ะปิงปอง เน็ตความเร็วสูงปรี๊ด และเพื่อนๆหัวไบรท์ที่คุยภาษาเดียวกันหมด ราวกับเป็นหอพักในฝันของนักศึกษา นอกจากจะทำงานอย่างสนุกในบริษัทแล้ว บริษัทยังอนุญาตให้พนักงานใช้เวลางาน 20% (ประมาณ 1 วันในสัปดาห์) ไปกับเรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ เรื่องอะไรก็ได้เลยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับงาน อิสระที่จะคิด อิสระที่จะเล่น ซึ่งเกิดเป็นเรื่องราวดีๆ โปรเจ็คที่น่าสนใจเต็ม Google จนทำให้ Google มีโปรเจ็คเล็กๆกว่า 100 โปรเจ็ค ตั้งแต่ Opensource หรับมือถือ หรือที่รู้จักกันในนาม Google Mobile หรือ Android จนไปถึง ยกทรงยี่ห้อ Google

จากโครงการ BackRub ไปเป็น Google Inc.

เรื่องราวของ Google เริ่มในอาคารนี้ ของมหาวิทยาลัย Stanford 

อาคารที่ชื่อว่า William Gates Computer Science Building ดูจากชื่ออาคารก็คงเดาได้ว่า ผู้บริจาคเงิน 6 ล้านเหรียญ (ประมาณ 240 ล้านบาท) ให้กับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างอาคารคือ Bill Gates เจ้าของบริษัท Microsoft เจ้าพ่อแห่งวงการซอฟท์แวร์โลก
Page และเพื่อนๆ นักศึกษาปริญญาเอกอีก 3-4 คน ได้ห้องชั้น 3 ชื่อห้อง Gates 360 เป็นห้องทำงานของพวกเค้า (ยักษ์ใหญ่ตัวใหม่ที่มาท้าชน Microsoft เกิดใต้จมูก ของ Microsoft นี้เอง) ทั้ง Page และ Brin ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาโครงงานเล็กๆของพวกเค้าที่เรียกว่า Backrub (ที่พูดไว้ในบทความที่แล้ว  http://www.vcharkarn.com/varticle/317 นะครับ)) ที่นี่นี่เอง พอ Backrub เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ใช้การได้ พวกเค้าก็เปิดให้อาจารย์และนักศีกษาใน Stanford ใช้การค้นหาข้อมูลจาก internet 
พอมันมีคนเริ่มใช้มันซักพักนึงก็เป็นที่ฮิตในหมู่ อาจารย์และนักศีกษาทั้งหลาย ต่างก็บอกต่อกันไปเรื่อยๆ ถึงความสามารถและความแม่นยำของผลการ Search ทำให้ช่วงปลายปี 1997 ทั้งคู่คิดว่าน่าจะตั้งชื่อใหม่เก๋ๆให้กับโครงการนี้ และหลังจากที่ถกเถียงพูดคุยกับเพื่อนร่วมแก๊ง Gates360 อยู่นานหลายสัปดาห์ ผลก็ออกมาว่าจะใช้ชื่อว่า Google (ซึ่งเพื่อนคนนึงของพวกเค้า ที่ชื่อ Sean Anderson เสนอคำว่า Googleplex.com ซึ่งหมายถึง ปริมาณมหาศาลมากมายเหลือเกิน ซึ่งตรงกับ concept ของ Google แต่ Page เห็นว่ายาวไปเลยย่อมาเหลือแค่ Google และก็ลองกดค้นดูปรากฏว่ายังไม่มีใครขึ้นทะเบียนชื่อนี้ พวกเค้าก็เลยขึ้นทะเบียน Google.com ไว้ - แต่พวกเค้ามารู้ในวันหลังว่า เค้าสะกดผิด เพราะคำที่แปลว่า ปริมาณมหาศาล คือคำว่า googol)
พอเริ่มมีชื่อเรียกที่เท่ขึ้น พวกเค้าก็ปล่อยระบบออกมาใช้ที่ google.stanford.edu (ปัจจุบันอยู่ที่http://www.stanford.edu/services/websearch/Google/) เพื่อให้ได้ใช้กันเป็นการภายในมหาวิทยาลัย อย่างที่เดาได้คือเป็นที่ใช้แพร่หลาย และได้รับการยกย่องกันภายในว่าดีกว่า AltaVista ซึ่งเป็น search engine ที่ดีที่สุดในขณะนั้น ผลก็คือทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่พวกเค้าประกอบกันขึ้นมาจากเศษคอมพิวเตอร์ที่วางไว้ตามห้องเก็บของของมหาวิทยาลัย เริ่มมีศักยภาพไม่พอที่จะรองรับ ฮารดดิสต์ก็เริ่มเต็มเพราะ Web Crawler ที่พวกเค้าปล่อยออกไปไปเก็บข้อมูลกลับมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ (ปิดเทอมนี้ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง "search engine ทำงานยังไง" อีกซักเรื่องนึง อดใจรอนะครับ)
สถาณการณ์เป็นแบบนี้ ทำให้ทั้งคู่ต้องพยายามหาความสนับสนุนด้านการเงินเข้ามา เพื่อเติมความสามารถของระบบ อาจารย์ที่ปรึกษาพวกเค้าก็ใจดี เจียดเงินจากโครงการวิจัยมาให้ 10,000 เหรียญ (ประมาณ 400,000 บาท) เป็นก้อนแรกที่สนับสนุนงานชิ้นนี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่เงินก้อนนั้น ก็คงอยู่ได้ไม่นานเพราะการเติบโตรวดเร็วของเว็บและผู้ใช้ ทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเค้าท่านหนึ่งคือ Dennis Allison ก็พยายามหาทุนจากภายนอกโดยการพาไปนัดกินข้าว (มื้อนั้นเป็นอาหารจีน) เพื่อพบกับศิษย์เก่าของ Stanford คนนึงที่ชื่อ Paul Flaherty ซึ่งตอนนั้นเป็นหนึงในผู้ออกแบบ Alta Vista เว็บ Search engine ที่ดีที่สุดในตอนนั้น ด้วยส่วนแบ่งตลาดถึง 54% ระหว่างมื้อนั้น Brin กับ Page ก็พยายาม present ว่า ระบบ PageRank Search Engine ของพวกเค้าดียังไง และ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ Alta Vista อย่างไร โดยหวังว่า Flaherty จะสนใจซื้อลิขสิทธิ์ของระบบของพวกเค้าในราคา 1 ล้านเหรียญ แต่คำตอบที่พวกเค้าได้ในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมาคือ "No" อาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเค้าพาไป present ให้กับ Excite ซึ่งเป็นอีกเจ้าที่ทำ Web Search Engine ในตอนนั้น ผลก็คือ "ไม่" อีกเหมือนเดิม แต่พวกเค้ายังไม่ท้อ
สมัยที่ Google ยังเป็นโปรเจ็คที่อยู่ใน มหาวิทยาลัย Stanford อธิการบดีของเค้า Prof John Hennessy เคยพยายามติดต่อไปที่ Yahoo! ซึ่งเป็นบริษัทของศิษย์เก่าของ Stanford เช่นกัน โดยติดต่อไปเพื่อขอให้ Yahoo! มาซื้อระบบค้นหาข้อมูลหรือ Search Engine ของรุ่นน้อง 2 คนนี้ในราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 37 ล้านบาท แต่ได้รับการปฏิเสธจาก Yahoo! (น่าเสียดายมากๆเลยเพื่อนเอ๋ย!) - (ณ ตอนที่เขียนบทความนี้อยู่ Yahoo! ดูเหมือนจะดิ้นรนหาทางหนี (หรือไม่ก็แสดงละครเรียกค่าตัว) การเทคโอเวอร์จากบริษัท Microsoft) ท่านอธิการก็ติดต่อไปที่ AltaVista ซึ่งเป็น Search Engine อันดับหนึ่งของตอนนั้น ผลก็คือได้รับการตอบปฏิเสธเช่นกัน 
ผลก็คือทำให้ทั้ง Page และ Brin ต้องหยุดการเรียนปริญญาเอกไว้ก่อนในช่วงปี 1997 พวกเค้าต้องออกจากมหาวิทยาลัย มาเพื่อมาระดมหาทุนในการจัดตั้งบริษัทใหม่ ที่มีผลิตภัณเป็น Search Engine หน้าใหม่ของวงการ (วงเล็บล่วงหน้านิดนึง - ช่วง Summer ของปี 2005 ทั้งคู่ถือหุ้นในบริษัท Google Inc. ที่มีมูลค่าอยู่ประมาณ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 400,000,000,000 บาท เท่านั้นเอง - ตอนพิมพ์นี่ผมต้องตรวจสองรอบว่า ศูนย์ ครบหรือป่าว แหม!)
ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ สำหรับความรู้ดีๆ เพื่อชาวกูเกิ้ล ครับ

ปล.เรียบเรียงใหม่ และอัพเดทข้อมูล โดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด