GMail ขีดสุดความล้ำหน้าด้านธุรกิจสารสนเทศ

แก้ไขล่าสุด: 19.07.2017 : 04:38  โดย: minnie

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนเมื่อ วันที่ 20 กันยายน 2548

กูเกิ้ล (Google)

หากพูดถึง กูเกิ้ล (Google) น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก Search Engine ที่ดีที่สุดในโลกตัวนี้ ด้วยความสามารถในการค้นหาข้อมูลแบบชาญฉลาด ปัจจุบัน กูเกิ้ล สามารถค้นหาข้อมูล โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ในการดึงข้อมูล จากแหล่งข้อมูลปริมาณมหาศาล (ณ ตอนที่เขียนบนทความนี้ ก็ 4,285,199,774 เว็บ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกได้ว่าแทบจะทุกเว็บไซต์ในโลก) ที่สำคัญ ข้อมูลที่ได้ หรือผลจากการค้นหามักจะถูกต้อง และตรงความต้องการของผู้ค้นหา

Sergey Brin และ Larry Page สองผู้ก่อตั้ง Google

จริงๆ แล้ว เทคโนโลยีของ กูเกิ้ล ในการค้นหาหน้าเว็บไซท์ที่ต้องการมาจากสูตรการคำนวณอันแหลมคม ของนักศึกษามหาวิทยาลัย Stanford 2 คน คือ Larry Page และ Sergey Brin (อ่านได้จากเรื่อง จุดกำเนิดของ กูเกิ้ล (The birth of Google) ที่นี่) ทั้งคู่เจอกันตอนเรียนปริญญาเอกอยู่ที่นั่น (แต่ตอนนี้ drop ไว้ก่อน)(ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้รวยติดอันดับต้นๆของโลกไปแล้ว (อีกวงเล็บละกัน ถ้าจำได้ผู้ก่อตั้ง Yahoo! ก็เป็นนักศึกษารุ่นพี่ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันนี่แหล่ะ อีก 2 คนเหมือนกัน และเรื่องเงินในกระเป๋า ก็ไม่ต้องพูดถึงเหมือนกัน))

Jerry Yang และ David Filo สองผู้ก่อตั้ง Yahoo!

โดยไอเดียหลักๆ เทคนิคในการค้นหาของ กูเกิ้ล ก็คือว่า จะมีการให้คะแนนแต่ละหน้าของเว็บไซท์ เพื่อจัดอันดับหน้าเว็บไซท์เรียงตามคะแนนเวลาค้นหา โดยคะแนนของแต่ละหน้าเว็บไซท์ จะคำนวณจากจำนวนของหน้าอื่นๆที่ลิงค์ไปหาหน้านั้น พูดง่ายๆว่าถ้ามีเว็บอื่นลิงค์มาที่เวบนี้เยอะ เว็บหน้านั้นก็จะมีคะแนนเยอะ (โดยเฉพาะ ยิ่งถ้า หน้าที่ลิ๊งค์เข้ามา มีคะแนนเยอะด้วยล่ะก็ หน้าที่ถูกลิงค์ไปหาจากหน้านั้น ก็จะได้คะแนนเยอะเป็นทวีคูณ -- ใครอ่านแล้วงงยกมือขึ้น :) งั้น อ่านซ้ำอีกทีนะจ๊ะ หรือไม่ก็กระโดดไปอ่านละเอียดได้ที่จุดกำเนิดของ กูเกิ้ล (The birth of Google)) โดย กูเกิ้ลเค้าใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล ประมาณว่า นับกันทุกหน้าเว็บไซท์ในโลกนี้เลย ว่ามีใครลิงค์มาที่หน้าหนึ่งๆเยอะแค่ไหน (ในทางทฤษฏีแล้ว มันเป็นเรื่องของ Graph Theory ที่ซับซ้อนมาก แต่ด้วยการคำนวณอันแสนฉลาดจากไอเดียของ Sergey Brin ซึ่งคนแถวนั้นยกให้เป็นนักคณิตศาสตร์หาตัวจับยาก ทำให้เกิดระบบนี้ขึ้นมา)
ยกตัวอย่างเช่น ว่ามีหน้าไหนลิงค์มาที่ วิชาการ.คอม บ้าง จำวนเท่าไหร่ ถ้ามีลิงค์มาเยอะ นั่นแปลว่าเว็บไซท์ที่ถูกลิงค์ไปหาน่าจะมีคุณภาพดี เพราะฉะนั้นเวลาคนหา ก็ควรจะลิสต์ให้หน้าที่มีคะแนนเยอะๆนี้ ขึ้นมาก่อน เค้าเรียกไอเดียของเค้าว่า PigeonRank™ ตามไปอ่านรายละเอียดได้จากที่นี่จ๊ะ (http://www.google.com/technology/pigeonrank.html) (สมัยที่อยู่ที Stanford พวกเค้าเรียมันว่า PageRank แต่พอไปจดลิขสิทธิ์ เป็นเครื่องหมายการค้า คำว่า PageRank มันเป็นคำทั่วไปเกินไป เลยตั้งชื่อว่า PigeonRank เป็นชื่อทางการค้า)
เอาเป็นว่ารายละเอียดเรื่องของ Google เช่นเรื่องว่า แล้ว search engine จะรวยได้ยังไง ก็ในเมื่อเราใช้อยู่ทุกวันแต่ไม่เคยเสียตังค์ซักบาทเดียว Google เริ่มต้นเป็นมายังไง เริ่มต้นสร้าง google ในหอพักของ Stanford ยังไง เป็นต้น ขอพักไว้ตรงนี้ก่อน เพราะวันนี้อยากเขียนเรื่องของ GMail มากกว่า ใครอยากอ่านเรื่อง Google รออยู่แถวๆนี้นะครับ แล้วจะแวะกลับมาเล่าให้ฟัง
เข้าเรื่อง GMail ดีกว่า
เข้าเรื่อง GMail ดีกว่า เมื่อ กูเกิ้ล เปิดตัว GMail ในวันที่ 1 เมษายน 2547 ที่ผ่านมา GMail ซึ่งดูผิวเผิน มีลักษณะเป็นการให้บริการเว็บเมล์ทั่วๆไป เหมือนกับรุ่นพี่อย่าง Hotmail หรือ Mail.Yahoo ที่ให้บริการมานานแล้ว ก็คือบริการที่ให้ผู้ใช้มีอีเมล์เป็นของตัวเอง เช่น vcharkarn@hotmail.com โดยการใช้ ก็จะต้องไปที่หน้าเว็บไซท์ ของผู้ให้บริการเช่น Hotmail เพื่อทำการล็อกอิน และการดำเนินการทุกอย่าง เช่น อ่านเมล์ ส่งเมล์ ตอบเมล์ จะต้องผ่านหน้าเว็บที่เค้ากำหนดไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งส่วนนี้เองที่ผู้ให้บริการ มักจะแทรก banner โฆษณาไว้ ตามจุดต่างๆของหน้าเว็บนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนกับอีเมล์ฟรีที่เราใช้ แม้ว่าพักหลังๆ จะมีการให้บริการแปลกใหม่ขึ้น เช่น ของ Yahoo! Mail ที่อนุญาตให้ผู้ใช้ download เมล์ มาที่เครื่องของตนเอง ผ่าน POP3 โปรแกรม เช่น Outlook โดยไม่ต้องทำการล๊อกอินที่หน้าเว็บ เป็นต้น แต่ไม่วายที่เค้า จะแทรกโฆษณาลงไป แต่คราวนี้ เล่นบุกรุกมาแทรกไว้ด้านล่างสุดของเนื้อเมล์ของเราซะเลย 
หน้าตาของ GMail เว็บเมล์
ซึ่งมองในแง่ของผู้ใช้ก็ไม่เสียหายอะไร ดูโฆษณานิดหน่อย ไม่เป็นไรมาก ตราบใดที่เค้ายังให้เราใช้ฟรี Business model ก็ไม่ต่างจาก ทีวี หรือ วิทยุ ที่ให้บริการฟรี แต่ก็มีโฆษณาคั่นกลาง เป็นระยะ ๆ  แต่พอ Google เปิดตัวได้ไม่เท่าไหร่ GMail ก็ได้กลายเป็น talk of the world ไปเลย (talk of the town เล็กไปสำหรับเรื่องนี้) และเป็นเรื่องที่คนบนอินเทอร์เน็ตพูดถึงกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง 
ก็ทำไม่จะไม่เป็นอย่างนั้นหล่ะครับ ในเมื่อสิ่งที่ GMail เสนอให้แก่ผู้ใช้บริการ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน ใน 2-3 เรื่องหลักๆด้วยกัน (เราคงไมพูดเรื่องหน้าตา หรือปุ่มที่แตกต่างกันกับรุ่นพี่ๆนะครับ) 
เรื่องแรกเลย เรื่องเนื้อที่ที่ GMail ให้บริการ
ก็คือ GMail ให้เนื้อที่เก็บเมล์ฟรีๆ ถึง 1000 Mbytes (1 GBytes) (เมื่อปี 2548 ณ วันที่เปิดตัว) เลยทีเดียว บางคนอาจจะมองไม่ออก ว่ามันเยอะแค่ไหน ผมประมาณคร่าวๆ ให้เห็นภาพแบบนี้นะครับ ปกติเมล์นึง เมล์นึง ก็มีขนาดเฉลี่ยประมาณ 3 Kbytes (หรือประมาณ 3000 ตัวอักษร) ซึ่งถ้าเรามีเนื้อที่ 1GBytes เราก็เก็บอีเมล์ได้ประมาณ 300,000 กว่าฉบับ อย่างสบายๆ ชนิดที่เรียกว่า ไม่ต้องคิดว่าจะลบเมล์ไหนดี หรือความกังวลที่ว่าเมื่อไหร่เมล์บอกซ์จะเต็ม เรื่องนี้เลิกคิดได้เลย เพราะมันเลยเถิดจากคำว่าเหลือเฟือไปไกลเลย (ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 สค 2548 - GMail ให้เนื้อกว่า 2.5 G Byte แล้ว โอ! พระเจ้าจอร์จ ไก่ทอดอร่อยมาก! - เกี่ยวมั้ยเนี่ย) 
ซึ่งเรื่องเนื้อที่มหาศาลนี้มีแต่คำชมครับ ว่ายอดเยี่ยมเป็นที่สุด ส่วนเรื่องที่ได้รับทั้งดอกไม้พร้อมกระถาง คือทั้งด่าทั้งชม นี่ก็เป็นเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 นี่หล่ะครับ 
เรื่องที่สอง ก็คือเรื่องของการจัดเรียงและค้นหาเมล์ และเนื้อหาภายในเมล์
หลายคนคงคิดว่า พอมีเมล์เยอะอย่างนี้ แล้วหากเราจะอ่านซ้ำ ก็คงต้องหากันเหงื่อตกเลยซิ ว่าเมล์ไหนเป็นเมล์ไหน เก็บไว้ที่ไหน ตั้งเป็นแสนๆ เมล์ 
เรื่องนี้ GMail บอกว่าไม่ต้องตกใจ เพราะ เค้าจะใช้เทคโนโลยีการค้นหาความเร็วสูงแบบ google นั่นแหล่ะ ในการหาเมล์เรา และที่สำคัญ เค้ามีเทคโนโลยี Data Mining (เทคโนโลยีเหมืองข้อมูล – เรื่องนี้อยู่ในลิสต์ที่จะต้องเขียนอยู่แล้ว เดี๋ยวได้อ่านกันครับ) ที่นำเอาอีเมล์มาจัดหมวดหมู่ตามความหมายของมัน พูดง่ายๆว่า GMail รู้ว่า เนื้อเรื่องที่คุณเขียนในเมล์ หรือ เมล์ที่มีคนส่งให้คุณเนี่ยะ กำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่ ระบบรู้นะครับ ระบบคือคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่คน (ไม่มีใครมานั่งอ่านเมล์คุณทุกเมล์ 300000 เมล์ต่อคนหรอกครับ) ซึ่งมันจะประมวลผลเองอัตโนมัติจากคำศัพท์และประโยค มาตีเป็นความหมาย โดยอาศัยเทคโนโลยี Natural Language Processing (เรื่องนี้ ดร. ธนารักษ์ จาก SIIT เก่งมาก เดี๋ยวจะลองเกี้ยวให้เขียนมาให้ซักบทความนึง) (จริงๆเรื่อง NPL นี่เอง ที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตที่ทาง Microsoft ฟ้อง เรียกร้องค่าเสียหาย ที่ Google ไปดึง(ซื้อ)ตัว Dr. Lee ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาทำงานที่ Google) แปลเป็นความหมายแล้วจัดหมวดหมู่ตามความหมาย เช่น กรุ๊ปเมล์ที่พูดถึงเรื่องกีฬา เมล์ที่พูดเรื่องการเรียน เป็นต้น 
ตรงนี้นี่เองที่เป็นจุดขายของ GMail และขณะเดียวกัน ก็เป็นจุดที่ทำให้คนคุยกัน วิเคราะห์ วิจารณ์ และโจมตี ไม่รู้จบทั่วโลก ....
ดอกไม้ที่มาพร้อมกระถางและปุ๋ยหมัก
ประเด็นที่หนึ่งที่ GMail ได้รับคำชมอย่างมาก ก็เพราะ GMail รู้ว่าคุณกำลังคุยกันเรื่องอะไร ทำให้ GMail จับโฆษณาสินค้า ที่ตรงประเด็น กับเรื่องในเนื้อเมล์ และใกล้เคียงกับความสนใจของคุณ ใส่มาให้คุณโดยอัตโนมัติ เช่น ว่าในอีเมล์คุณกำลังคุยกับเพื่อนเรื่อง ไอ้แมงมุมที่ดูเมื่อคืนเด็ดมากเลย ระบบ GMail วิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไอ้แมงมุม ที่คุณพูดถึงคือ หนังที่กำลังฉายอยู่ แสดงว่าคุณอาจจะสนใจ DVD เรื่อง Harry Potter ที่เพิ่งวางตลาดด้วย ก็ใส่โฆษณาขาย DVD เข้ามาในเมล์คุณโดยอัตโนมัติ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เองที่ต่างจาก Hotmail หรือ Yahoo ตรงที่ว่าพวกนี้ แม้จะเป็นการโฆษณาเหมือนกัน แต่พวกนี้ใส่ banner โฆษณามาแบบ สุ่มสี่สุ่มห้า เอาอะไรไม่รู้ใส่มาให้ บางครั้งผู้ใช้บริการสนใจบ้างไม่สนใจบ้าง ซึ่งหากใส่โฆษณาที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย สื่อโฆษณานั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญไปทันที ภาพลักษณ์ของ product ในโฆษณาก็จะดูไม่ดีได้ ซึ่งตรงนี้ Yahoo กับ Hotmail ก็ได้พยายามแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร โดยพยายามจัดโฆษณาให้ตรงกลุ่มผู้ใช้มานานแล้ว เช่น โฆษณาที่ตรงตามกลุ่มอายุ โฆษณาที่เหมาะกับ location ของผู้ใช้ ซึ่งจริงๆแล้วข้อมูลเหล่านี้ก็เดาเอา หรืออิงตามที่ผู้ใช้กรอกเข้าไปตอนสมัคร ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็กรอกข้อมูลปลอมๆอยู่แล้ว 
เป็นสัจธรรมของโลก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ที่คำชมมักจะมาพร้อมกับคำด่า (เรื่องที่เค้าด่ากันสำหรับประเด็นนี้เดี่ยวไปอ่านหัวข้อถัดไปครับ)... ส่วนเรื่องที่ 3 นี่ ดูเหมือนจะถูกด่าซะส่วนใหญ่ แฮะ! 
เรื่องที่ 3 เรื่อง identity ของผู้ใช้
ณ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ Google โดนโจมตีอย่างหนัก เกี่ยวกับประเด็นนี้ และไม่รู้ว่าจะกลับลำเปลี่ยน policy หรือปล่าว แต่ผมขอทำนายว่าไม่ google ยังยืนหยัดให้บริการตามนี้ไปเรื่อยๆ 
เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ ปกติเวลาเราส่งเมล์ให้คนอื่น แม้ว่าจะส่งมาจาก Hotmail หรือ Yahoo! ผู้รับก็สามารถที่จะอ่านข้อมูลของผู้ส่งได้ ซึ่งรวมถึง IP ของเครื่องผู้ส่ง (หรืออย่างน้อยก็ Server ที่ส่งเมล์นั้นออกมา) พูดง่ายๆว่า เรารู้โดยประมาณครับ ว่าเมล์นี้ส่งมาจากไหน อย่างน้อยก็ประเทศไหน หรือองค์กรไหนในประเทศนั้น โดยดูที่ header ของเมล์ 
ซึ่งผู้ใช้ธรรมดาๆ ที่เปิดอ่านเมล์ด้วย Yahoo หรือ Hotmail ก็จะไม่เห็น ส่วน header เพราะ Hotmail กับ Yahoo ไม่ได้แสดงข้อมูลเหล่านี้ออกมาที่จอ แต่ถ้าคุณรับเมล์ที่ส่งด้วย Hotmail หรือ Yahoo ด้วยโปรแกรมประเภทอ่านเมล์โดยเฉพาะ เช่น Outlook Express หรือ Pegasus หรือ Pine โปรแกรม พวกนี้ อนุญาตให้คุณเห็นข้อมูลพวก Header ด้วย 

ประมาณนี้ครับ อันนี้เป็นข้อมูลของเมล์ขยะ ซึ่งส่งมาให้ผม จะเห็นได้ว่า มันบอกหมดครับ ว่าเมล์นี้ตั้งต้นมาจากไหน แล้ว Server ของผมรับตอนไหน เช่น วันที่ 19 Sep 2005 เวลา 20:45:28 -0000 เครื่องผมรับเมล์มาจาก Received: from 70-244-24-27.ospeca-bro.com (HELO twcny.rr.com) (70.244.24.27) เป็นต้น เพราะขั้นตอนปกติจะเป็นแบบนี้ครับ 
เครื่องคอมของคุณ -> server Yahoo -> server ผู้รับ -> เครื่องคอมของผู้รับ 
ซึ่งเส้นทางนี้ถูกระบุด้วย IP address ตลอดการเดินทางของข้อมูลครับ 
การดูข้อมูล Header ก็ง่ายนิดเดียว สำหรับ Outlook ที่ผมใช้อยู่ ก็เพียงคลิ๊กขวา ตรงเมล์นั้นแล้วเลือก Option หรือ Property แล้วแต่ version ของโปรแกรมของคุณ 
อะแฮ่ม!! เพราะฉนั้นตรงนี้ระวังให้ดีนะครับ ใครที่คิดว่าส่งเมล์ด้วย Hotmail หรือ Yahoo ไปจีบสาว หรือ ไปแกล้งชาวบ้าน แล้วคิดว่าจะปกปิดตัวตนได้ นี่ อาจจะหน้าแตกได้ ถ้าผู้รับเมล์คุณมีความรู้เรื่องนี้ซักเล็กน้อย 
แต่ที่ GMail ทำก็คือ ปกปิดข้อมูลเหล่านี้หมดสิ้นครับ นั่นแปลว่า ถ้าใช้ GMail แล้วหล่ะก็ identity ที่แท้จริงของคุณ ถูกปกปิดอย่างมิดชิดครับ ไม่ว่าคุณจะใช้โปรแกรมอะไรอ่านเมล์ header ที่ส่งมาพร้อมกับเมล์ ก็ไม่บอกต้นทางของข้อมูล แต่จะบอกว่าออกมาจาก google อย่างเดียว 
ถ้ามองให้ดีมันก็ดี ถ้ามองให้เลวมันก็เลวครับ อันนี้ดีไม่ดีแล้วแต่ศรัทธาหล่ะครับ 
แต่ความสวยงามที่แท้จริง ของ Google Mail อยู่ถัดไปครับ ...
ความสวยงามทางเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจและธุรกิจด้านเทคโนโลยี
ประเด็นที่ GMail โดนโจมตีเยอะสุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของ สิทธิของผู้ใช้นี่หล่ะครับ ไหนจะเข้าไปอ่านเมล์ของผู้ใช้ ไหนจะโฆษณา ไหนจะปกปิด identity ของผู้ใช้ 
หากมองในแง่ของผู้ใช้ จริงๆ ก็แทบไม่ต่างกัน เพราะ Yahoo หรือ Hotmail ก็โฆษณา เหมือนกัน จะใกล้เคียงความสนใจของผู้ใช้หรือปล่าว ผู้ใช้เมล์ปกติ ก็ไม่ค่อยสนใจจะดูมันอยู่แล้ว 
แต่ ประเด็นที่ Google โดนประณาม มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า มีหลายคนสงสัยว่า GMail ทำแบบนี้ คือว่าไปวิเคราะห์เมล์ของผู้อื่นเนี่ย ถือว่าเป็นการ ละเมิดสิทธิ ของผู้อื่นหรือปล่าว ?  ลองนึกดูแบบนี้ครับว่า มีใครไม่รู้มาอ่านจดหมายของคุณซะละเอียดเลย จะคนหรือเครื่องจักร หรือคอมพิวเตอร์ อะไรก็แล้วแต่ แต่มาอ่านจดหมายของคุณ ก่อนที่คุณจะอ่านซะอีก อ่านแล้วหนำซ้ำยังวิเคราะห์ด้วยว่าเรื่องเนื้อความในจดหมายเป็นเรื่องอะไร และวิเคราะห์ต่อไปว่าคุณหรือผู้ส่ง มีลักษณะการใช้ชีวิตอย่างไร (เพื่อส่งโฆษณาที่ตรงความสนใจของคุณมาให้) (โชคดีที่ตอนนี้ GMail ยังไม่เข้าใจภาษาไทยครับ (อีกหน่อยไม่แน่)) ตรงนี้หล่ะครับ ที่แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะตีความกันอย่างไร คนที่ไม่แคร์ก็ happy ไป ส่วนคนที่รู้สึกว่าโดนละเมิดสิทธิ ก็จะด่าโจมตี GMail ว่าเป็นการกระทำของผู้ที่มีเงินและหวังแต่เงิน (เหมือนกับ Microsoft (แหม! ตีวัวกระทบควาย เอ้ย กระทบคราด ด้วยในคราวเดียว)) 
ก็แล้วแต่จะคิดกันไป ส่วน Google ก็บอกว่า หากผู้ใช้ ไม่ถือสาว่าเครื่องจักร หรือคอมพิวเตอร์ มาตรวจสอบเมล์ของตัวเองก่อน ก็ถือว่าเป็นระบบที่น่าสนใจมากๆ และเป็นข้อเสนอของบริการที่ดี แต่ถ้าถือสา ก็อย่าใช้สิครับ Google แจ้งให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้ว และมีทางเลือกเยอะแยะไป เช่น Yahoo! ที่ขยายเนื้อที่ฟรีให้เป็น 300Mbyte แล้ว (น้อยกว่าประมาณ 1,000 เท่า แค่นั้นเอง) 
ผมไม่ได้มองในแง่ของผลประโยชน์นะครับ ใครได้ใครเสียอย่างไรผมไม่สน แล้วแต่ละคนจะมองกันไป แต่ผมกลับมองในแง่ของผู้สร้างระบบ และคิดไอเดียธุรกิจนี้ขึ้น ผมทึ่งครับ เพราะมันเป็นความงดงาม ของการผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และไอที กับข้อมูลที่เป็นแค่ตัวอักษร เพื่อก่อให้เกิดช่องทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและสวยงาม ถือเป็นทางความสุดยอดของการออกแบบและความลงตัวทางเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจ และ อีกหนึ่งความสุดยอดของธุรกิจทางเทคโนโลยี เป็นที่สุด 
หมายเหตุ: ใน Google Mail ของ Google Apps for Work ที่เป็นโดเมนขององค์กร (มีเนื้อที่ให้ 30 GB) จะไม่มีโฆษณาให้รำคาญใจ และไม่มีการเอาเนื้อหาในอีเมล์ไปวิเคราะห์เพื่อการโฆษณา เนื่องจากเป็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเป็นบริการที่เรียกเก็บเงินครับ แต่เรื่องความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และ Identity ของผู้ใช้งาน ยังคงจัดเต็มเหมือนเดิมครับ (ขยายความโดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์) 

---------------------------------------------------

ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับบทความดีๆ ให้กับแฟนๆ ของกูเกิ้ล 

ปล. บทความนี้ ได้รับการเรียบเรียงและอัพเดทใหม่โดย ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีมีเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีมีเตอร์ ไอซีที จำกัด